เทคนิคและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์

เทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์ในการทำเครื่องเงิน


     เครื่องเงินวัวลาย ในการทำเครื่องเงิน ชาวชุมชนวัดศรีสุพรรณจะเริ่มจากการวาดรูปลวดลาย ที่บนตัวชิ้นงานก่อน แล้วจึงตอกลายจากด้านในให้นูนขึ้นตามแบบที่ร่างไว้ด้านนอก กระบวนการนี้เรียกว่าการ "ดุน" หลังจากนั้นจะใส่ "ชัน" (วัสดุเนื้อสีดำ มีความเหนียว หลอมเหลวได้ที่ความร้อนสูง) อัดไว้ในโพรงที่ดุนไว้ แล้วพลิกชิ้นงานกลับอีกด้านหนึ่ง นำมาวางบนแท่น แล้วทำการตอกลาย หรือ "บุ" เป็นลายต่าง ๆ ต่อไป รวมสองเทคนิคนี้เข้าด้วยกันจึงเรียกว่า "การบุดุน"

     ในขณะที่สลุงพม่านิยมบุดุนเป็นลายลึกให้เป็นรูปชาดกหรือรูปสิบสองนักษัตร แต่สลุงของเชียงใหม่จะมีลายที่ไม่ลึกมากเท่ากับของพม่า แต่ก็ลึกกว่าของภาคกลาง แต่เดิมนนั้นชาวเชียงใหม่โบราณนิยมใช้สลุงเรียบ ต่อมาปรากฏมีลายที่หลากหลายบนภาชนะเครื่องเงิน เช่น ลายชาดก ลายสิบสองนักษัตร ลายดอกกระถิน ลายดอกทานตะวัน ลายสับปะรด ลายนกยูง ลายดอกหมาก ลายแส้ ลายฝักข้าวโพด เป็นต้น

     ลายสิบสองนักษัตรของเชียงใหม่มีอายุกว่า 100 ปีมาแล้ว และมีความแตกต่างจากภาคอื่น ๆ ตรงที่ปีกุนเป็นรูปช้าง ไม่ใช่รูปหมูอย่างที่อื่น ขันเงินใบหนึ่งมักมีลายหลายอย่างผสมผสานกัน เช่น ลายนักษัตรมีรูปสัตว์อยู่ในกรอบรูปต่าง ๆ เช่น กรอบรูปแหลม หรืออาจจะมีรูปลิงหลายตัวต่อ ๆ กัน โดยที่กรอบหนึ่ง ๆ เรียกว่า โขงหนึ่ง ขันขนาดใหญ่จะมีครบทั้ง 12 ราศีในกรอบ 12 กรอบซึ่งก็จะเรียกว่า 12 โขง

     ลายดอกกระถินมีลักษณะเป็นลายดอกที่เป็นตะแกรงถี่นูนรูปกลม มีใบยาวขึ้นไปตอนบน 2 ด้าน เหมือนเขาสัตว์ซึ่งไม่เหมือนใบกระถินจริง ๆ ส่วนลายดอกทานตะวันและลายสับปะรดนั้นดัดแปลงมาจากดอกกระถินอีกต่อหนึ่ง ลายดอกทานตะวันมีรูปดอกแบบเดียวกับดอกกระถินแต่แทนที่จะมีใบยาวแหลม 2 ใบขึ้นข้างบนก็มีกลีบเล็ก ๆ รอบ ๆ เกสรดอกเป็นกลีบทานตะวัน ลายบนสลุงเชียงใหม่นั้นมักไม่เสมอกันทุกกลีบ แต่อาจมีกลีบ 3–4 กลีบที่ยื่นยาวกว่าส่วนอื่น และมักยื่นขึ้นไปตอนบน ส่วนลายสับปะรดนั้นเหมือนดอกกระถินทุกอย่าง แต่ตัวดอกหรือตัวสับปะรดนั้นจะเป็นรูปรียาวกว่าดอกกระถินซึ่งกลม

ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์

ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์

ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์